Lundi 24 août 2009
1
24
/08
/2009
10:49
มีกลิ่นปาก ปวดฟัน และ ที่มาของอาการปวดฟัน
กลิ่นปากคือลมหายใจที่ผ่านช่องปากมีกลิ่นเหม็นเป็น
ครั้งคราวหรือมีกลิ่นตลอดเวลาก็ได้ คนส่วนใหญ่มักไม่
รู้ตัวว่ามีกลิ่นปาก อาจทดสอบด้วยตัวเองด้วยการใช้
มือบังบริเวณปากและจมูกแล้วหายใจออกทางปาก
ตามด้วยหายใจเข้าทางจมูกก็จะได้กลิ่นปาก
สาเหตุ
อนามัยช่องปากไม่ดี มีเศษอาหารค้างในช่องปากเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากฟันผุ เหงือกอักเสบ
การแปรงฟันไม่สะอาด ไม่ได้ใช้ไหมขัดฟันหลังกินอาหาร จึงมีเศษอาหารค้างอยู่ในช่องปาก ซอกฟัน
นอกจากนี้ ยังเกิดจากคราบแบคทีเรียที่เกาะตามฟัน เหงือก ลิ้น ซอกฟันเก ฟันปลอมและอุปกรณ์ทาง
ทันตกรรม เมื่อเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นได้ เลือดออกตาม
ไรฟันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของ
กลิ่นปาก
. บุหรี่ คราบสารนิโคติน และทาร์ (tar) ในบุหรี่ที่เคลือบตามฟันและติดแน่นอยู่กับเหงือก ช่องปากและปอด
ทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น
. สุขภาพทั่วไป กลิ่นปากอาจเกิดจากโรคต่างๆ เช่น ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ แผลในช่องปาก ไซนัส
อักเสบ ไข้หวัด โรคของกระเพาะอาหาร ยาบางชนิด
. อาหาร โดยเฉพาะเครื่องเทศ กระเทียม หอม สุรา ซึ่งจะมีกลิ่นติดปากประมาณ 1-2 วัน นมและเนยก็มี
ส่วน ให้เกิดกลิ่นปากได้
. ปากแห้งอันมีสาเหตุมาจากน้ำลายน้อย เช่น ผู้มีอาชีพใช้เสียง หรือผู้ป่วยภูมิแพ้ที่นอนอ้าปากหายใจ
ทางปาก ขณะหลับ การเคี้ยวอาหารช่วยให้น้ำลายออกมากขึ้น
. อายุ แม้ว่าจะดูแลอนามัยช่องปากเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม อายุที่สูงขึ้นมีส่วนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ
ต่อม น้ำลาย ผลิตน้ำลายน้อยลง
ปวดฟัน และ
แหล่งที่มาของอาการปวดฟัน
การที่คุณปวดฟันมากๆ นั้น อาจเกิดได้หลายสาเหตุด้วยกันนะคะ ไม่ได้มีเพียงแค่ฟันผุอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุที่คุณอาจไม่เคยรู้เลยก็ได้
เรามาดูกันว่าสาเหตุที่ว่านั้นมีอะไรกันบ้าง
1.ฟันผุ
ถ้าคุณรู้สึกปวดแปลบที่ฟัน หลังจากคุณจะรับประทานอาหารที่ไม่ร้อน
หรือเย็นก็ตาม แสดง ว่าฟันของคุณ
กำลังผุอยู่ข้างใน สาเหตุเป็นเพราะว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอาหารอย่างกะทันหัน ไปกดตัวลงบนปลาย
เส้นประสาทแต่ถ้าคุณยังไม่ไปรักษาให้หายอีกล่ะก็ มันอาจอักเสบจนกลายเป็นหนองภายใน
2.ฟันคุด
เกิดจากฟันที่จะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย โผล่ขึ้นมาไม่เต็มที่ เนื่องจากมีซี่อื่นมาขว้างไว้ ส่วนใหญ่มัก
เป็นฟันกราม 4 ซี่ ทั้งข้างบน และข้างล่าง จะทำให้คุณปวดเวลาที่ฟันกำลังจะขึ้น ถ้าคุณคิดว่าปวดตรงฟันกราม
ล่ะก็ ทางที่ดีคุณรีบไปหาหมอให้ทำการถอนฟันคุดออก ไม่อย่างนั้นคุณต้องทนกับความเจ็บปวดจนเหงือกอักเสบ
3.โรคเหงือก
เวลาที่คุณแปรงฟันนั้น เหงือกของคุณมีอาการเจ็บ มีสีแดงช้ำๆ และเลือดออกหรือเปล่า ถ้าเหงือกของคุณ
อาการแบบนี้ล่ะก็ แสดง ว่าคุณกำลังเริ่มจะเป็นโรคเหงือกระยะเริ่มแรก อาจมีผลจากการที่คุณแปรงฟันไม่สะอาด
แล้วเชื้อแบคทีเรียยังคงอยู่ที่เหงือกของคุณ หรือติดอยู่ที่ซอกฟัน ทางแก้ที่ดี คือคุณควรจะใช้ไหมขัดฟันหลังจาก
ที่คุณแปรงทุกครั้ง ถ้าคุณยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป คุณอาจจะเสียวฟันไปหมดทั้งปากเลยก็ได้
4.เหงือกถอยร่น
การที่คุณแปรงฟันด้วยขนแปรงที่มีลักษณะแข็งเป็นเวลานานนั้น จะทำให้เหงือกของคุณอาจมีลักษณะไม่ค่อย
ยึดเกาะติดฟัน เวลาที่คุณรับประทานอาหารเย็นๆ เข้าไป คุณ ก็จะรู้สึกเสียวฟันได้ง่าย
เพราะเส้นประสาทฟันที่เปิด
นั้น จะมีผลทำให้คุณทำให้ฟันของคุณไวต่อความรู้สึก ทางที่ดีคุณควรแปรงฟันที่ใช้แรงพอดี แล้วหาแปรงที่มี
ลักษณะเป็รวงกลม ขนนุ่ม เพื่อทำควรสะอาดแนวเหงือก
5.ฝีมีหนอง
ถ้าคุณรู้สึกปวดแบบตึ๊บๆ ที่หัวของคุณ แสดงที่ว่า
ฟันของคุณอาจจะเป็นหนองอยู่ข้างในได้ ซึ่งมีสาเหตุมา
จากฟันผุ และการติดเชื้อในรากฟัน จนอาจเกิดอาการอักเสบจนมีหนอง สิ่ง เหล่านี้เองที่ทำให้คุณมีอาการปวดฟัน
ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าสาเหตุที่ทำให้คุณปวดฟัน คือ สิ่งนี้แล้วล่ะก็ หายากินเพื่อรักษา หรือถ้าคุณไม่หายคุณควรรีบ
ไปหาหมอ เพื่อทำการรักษาทันที
6.โรคไซนัส
เกิดจากอาการที่คุณเป็นหวัดเรื้อรัง หรือชอบสั่งน้ำมูกแรงๆ
เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณปวดฟันได้ เพราะ
มันมีความเกี่ยวโยงกันอยู่ในระบบประสาท ถ้าคุณปวดฟันตอนที่เป็นไซนัสอยู่ล่ะก็ ลองไปพบแพทย์ที่รักษาไซนัส
ของคุณอาจจะทำให้อาการปวดของคุณดีขึ้นได้
7.การกัดฟัน
อาจเกิดในขณะที่คุณหลับอยู่นั้น ทำให้สารเคลือบป้องกันฟันของคุณเกิดสึกกร่อนได้ ทางที่ดี ก่อนที่คุณ
จะนอนหลับ ควรจะบริหารร่างกาย เพื่อก่อนนอนคุณจะไม่เกิดอาการตึงเครียดเกินไป
8.ตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของการเป็นโรตเหงือกชั่วคราวเพราะทารกที่อยู่ในครรภ์ จะนำธาตุแคลเซียมที่อยู่
ในตัวแม่มาใช้ในการเจริญเติบโต ทางที่ดีคุณควรรับประทานอาหารจำพวกแคลเซียม และวิตามินเยอะๆ
ควรหมั่นไปพบแพทย์ให้มีการตรวจรักษาโรคฟันบ้าง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา
Par At Sa Djan Jai
-
Publié dans : สุขภาพ
-
0
-
Recommander
Lundi 10 août 2009
1
10
/08
/2009
11:17
ประวัติวันแม่
และความหมายของดอกมะลิ
แม่..... คำนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ในใจลูกทุกคน จนยากที่จะเปรียบเทียบได้กับทุก
สรรพสิ่งในโลก ดังคำขวัญที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้พระราชทานไว้ว่า
“แม่..... เป็นพระอรหันต์ของลูก คนที่เที่ยววิ่งหาพระเพื่อกราบไหว้พระอรหันต์
อย่าลืมว่ามีพระอรหันต์อยู่กับตัวแล้ว ควรปฏิบัติต่อแม่อย่าให้บกพร่อง ได้”
พระคุณของแม่อันประกอบไปด้วยความรักที่มีต่อลูกอย่างสุดหัวใจเช่นนี้
คงไม่ยากจนเกินไปนัก หากเอ่ยคำว่า “รัก” ให้แม่ได้ชื่นใจบ้าง เพราะคุณอาจ
โชคดีกว่าหลาย ๆ คนที่ได้เพียงแต่รำลึกถึงพระคุณแม่ผ่านภาพและเงาที่
ตราตรึงไว้ในความทรงจำเท่านั้นว่า “ลูกรักแม่”
ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น
และผู้ที่พยายาม
เรียกร้อง ให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนาเอ็ม. จาร์วิสคุณครูแห่งรัฐฟิลาเดล
เฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457)
โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของ เดือน
พฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็ คือ
ดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับ
ตกแต่งบ้านหรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ ถึง แก่กรรมไปแล้ว
ให้ประดับด้วย ดอกคาร์เนชั่นสีขาว
สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม
พ.ศ. 2486 ณ. สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจาก
ช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมา จึงต้องงดไปโดย
ปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายาม
รื้อฟื้นให้มี วันแม่ ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนด วันแม่ ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรอง
ของรัฐบาล
คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปีก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีกด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรม
แห่งชาติผู้จัดงาน วันแม่ ขาดผู้สนับสนุนซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบ
ไปนั่นเอง
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทยเห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป
จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่คือวันที่ 4 ตุลาคม
พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไปจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่า
ควรกำหนดวันแม่ ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม่โดยให้ถือว่าวันเสด็จ
พระราชสมภพของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม
เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของ วันแม่....
ตั้งแต่นั้นมา
เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอก
ได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับ ความรัก..... อันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย...
งามเหมือนเพชร
ยามบานเต็มที่
ดอกบานและดอกตูมดูสวยงาม
อุ่นไอรัก...จากแม่
กลิ่นความรักหอมนวลอวลไออุ่น
มือละมุนเนียนนุ่มอุ้มโอบขวัญ
ทะนุถนอมตระกรองกอดยอดชีวัน
ประครองป้องผองภยันอันตราย
กี่สิบถ้อยร้อยคำรำพันพรอด
ที่ถ่ายทอด “คำรัก” หลากความหมาย
กี่เปรียบเปรยสรรหามาบรรยาย
ฤาเทียบสายใยรักจาก…มารดา
ครั้งที่ลูกยังเป็นเด็ก เล็กเล็กอยู่
แม่คือ “ครู” สอนอ่านเขียนเรียนภาษา
ให้คำเตือน…เสมือนแสงแห่งปัญญา
ให้วิชาคือ “รู้คิด” ที่ติดตน
ยามลูกเหนื่อยอนาทรแสนอ่อนล้า
ต้องการคำปรึกษาหาเหตุผล
แล้วหันมองรอบกาย…คล้ายมืดมน
ยังพบคนหนึ่ง…คือแม่…คอยแลมอง
แม่จ๋า…แม่คือยอดสตรีที่ประเสริฐ
แม่...เลอเลิศหนึ่งในใจไม่เป็นสอง
แม่...สูงค่ากว่าหยาดเพชรเกร็ดสีทอง
เกินยกย่องด้วยล้านคำ…พร่ำพรรณนา
หอมกลิ่นความรักนวลอวลไออุ่น
ระลึกคุณ แม่โอบอุ้มคุ้มเกศา
มือของลูกจึงเรียงร้อยถ้อยวาจา
เป็นมาลาหอม “รัก” กราบจากใจ
ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย
|
ชื่อ :..
|
มะลิ มะลิลา มะลิหลวง มะลิซ้อน
|
|
ชื่อวิทยาศาสตร์ และชื่อพฤกษศาสตร์ :..
|
Jusminum adenophyllum.
|
|
วงศ์ :..
|
OLEACEAE
|
ชื่อสามัญ :..
|
-
|
|
ถิ่นกำเนิด :..
|
- ประเทศอินเดีย จีน อิหร่าน
|
|
ลักษณะทั่วไป :..
|
เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ลำต้นสูงประมาณ 5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ ไปตามก้านต้นลักษณะใบป้อมมน
ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบไม่มีจัก ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบยาว 2-3 นิ้ว มีดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือปลายกิ่งประมาณ 3-5 ดอก แล้วแต่ชนิดพันธุ์ดอก
มีสีขาวกลิ่นหอมมีทั้งดอกลาและดอกซ้อนออกดอกตลอดปี
|
|
การขยายพันธุ์ :..
|
เป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือตอนกิ่ง
|
|
สรรพคุณทางยา :..
|
มะลิ นอกจากจะมีกลิ่นหอมไว้ดมแล้ว มะลิดอกแห้งใช้ปรุงเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี
|
ขอขอบคุณแหล่งที่มา
Par At Sa Djan Jai
-
Publié dans : วันสำคัญของคนไทยเราทุกคน
-
0
-
Recommander
Mardi 7 juillet 2009
2
07
/07
/2009
13:13
ไม่อยากจะเชื่อเลยกับการกระทำของหมอ
ใช่คุณพูดถูกที่บอกว่าเรียนหมอมันยาก ไม่มีใครเถียง แต่คนเราทุกคนไม่ว่า
อาชีพใดมีทั้งความโง่และความฉลาด ในตัว ใช่ว่าหมอจะเก่งไปซะทุกเรื่อง
และใช่ว่าจะไม่มีความโง่อยู่ในตัวเอง ใช่ว่าหมอจะดีทุกคน ตัวอย่างก็มีให้เห็น
เช่นหมอที่ฆ่าหั่นศพเมียตัวเอง โดนโทษประหารชีวิต มันแสดงถึงอะไร
ความฉลาดอย่างนั้นหรือ นั่นมันก็หมายความว่า หมอที่พวกคุณว่ามันยากนัก
ยากหนาต้องอาศัยคนปัญญาฉลาดเท่านั้นถึงจะเรียนจบหมอได้ มันก็ไม่เห็น
จะเกี่ยวกับสามัญสำนึกความรู้จักผิดชอบชั่วดีในตัวเองตรงไหน
มีคนจนมากมายที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหวังพึ่งพาหมอยามเจ็บไข้
ก็ยังมีหมอ บางคนที่ไล่คนไข้กลับบ้าน ทั้งๆที่คนไข้เดินแถบไม่ได้แต่โชคดีที่มี หมอใจดีเดินมาเห็น
ก็เลยบอกให้คนไข้นอนโรงพยาบาลไม่ต้องกลับบ้านเพราะอาการหนักมากแล้ว ยืนก็ไม่ได้ เดินก็ไม่ไหว
กินข้าวก็ไม่ได้ น้ำหนักจากเดิม 56 กก.
ตอนที่มาหาหมอเหลือแค่ 37 กก.ทำไมยังจะให้กลับบ้าน หมอใจดีพูดกับหมอใจไม่ดีอย่างนั้นปัจจุบันคนไข้
คนนั้นหายดีแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากหมอใจดีคนนั้น ญาติ และคนไข้ซึ้งในนำใจของท่านจนทุกวันนี้
นี่ต่างหากคือความแตกต่างของคน ไม่ว่าจะเก่ง ฉลาด โง่ มากแค่ไหนแต่สามัญสำนึกความรู้จักผิดชอบ
ชั่วดี ที่มีอยู่ในตัวเองมันแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ถ้าความดีมันมีมากกว่าความเลว คำพูดและการ
แสดงออกมันก็ดูมีเมตตา เอื้อเฟื้อ แต่ถ้าความเลว เห็นแก่ตัวมากกว่าความดี คำพูดและ การแสดงออกมัน
ก็ดู "โหดร้าย ใจดำ น่ารังเกียจ"
"หมอ" หน้าที่ของพวกคุณคือ รักษาคนไข้ ส่วนจะรักษาหรือไม่รักษาใคร พวกคุณไม่ควรออกมาประกาศต่อ
สาธารณะชน เพราะมันทำให้เกิดการแบ่งแยก แตกต่าง ในทางกลับกัน ถ้ามีตำรวจกลุ่มหนึ่งออกมาติดป้าย
ประกาศหน้าโรงพักว่า ไม่รับแจ้งความให้หมอคนนี้กลุ่มนี้ คุณหมอจะประนามตำรวจโรงพักนั้นไหม และคุณ
ว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ใช่ต่อไปมันก็จะไม่ใช่แค่อาชีพหมอ กับ ตำรวจเท่านั้นที่มีการแบ่งแยกมี
อคติต่อกัน มันยังจะมีอาชีพอื่นๆ อีก เพราะมีอาชีพเป็นร้อยพันอาชีพ
สิ่งหนึ่งที่หมอทั้งหลายน่าจะเข้าใจตำรวจดีกว่าใคร เพราะสองอาชีพนี้ทำงานกับความเป็นความตายของ
ประชาชน หมอที่รักษาคนไข้แล้วพลาดทำให้คนไข้ตาย โรงพยาบาลเสียเงินเสียทองปิดข่าวกันยกใหญ่
โดนฟ้องอีกวุ่นวาย หมอออกมาแก้ตัวกับญาติคนไข้และสังคมอย่างไร "หมอทำตามหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว
ก็ไม่เห็นจะรับผิดชอบอะไรมากไปกว่านี้ ไม่เห็นจะแตกต่างจากตำรวจตรงไหน
อย่าเข้าข้างตัวเองว่าดีเด่นเหนือใคร ปัจจุบันคนทุกคน ไม่ได้ยกย่องหรือยอมรับคน ผู้ที่มีวุฒิการศึกษา
หรืออาชีพต่อให้เรียนสูงยิ่งกว่าหมอ ถ้าฉลาด แต่จิตใจไม่ดี (เลว) ชาวบ้านชาวเมืองไม่มี ใครยกย่อง
กันหรอกนะ เอาใจเขา........มาใส่ใจเรา.....บ้าง..นะหมอนะ
เป็นหมอ ขอให้รักษาคนไข้ด้วยความเมตตา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา
Par At Sa Djan Jai
-
Publié dans : สาระน่ารู้
-
0
-
Recommander
Vendredi 3 juillet 2009
5
03
/07
/2009
16:55
วิธีถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์
น้อง ๆ วัยเรียนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจเกิดอาการตาแห้ง สายตาล้า
ดังนั้น เพื่อตา
คู่สวยจะได้ ทำหน้าที่ให้ดีไปนานๆ สัปดาห์นี้ 'Edutainment Zone' ชวนมาถนอมดวงตากัน
1.เริ่มจาก 'จอภาพ' ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และตั้งกับโต๊ะที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป หากระยะ
ห่าง ระหว่างจอกับตาไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าและปวดตาได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้กล้ามเนื้อ
บริเวณไหล่และหลังเกร็ง เนื่องจากท่านั่งไม่สมดุล และต้องก้ม-เงย เป็นเวลานาน
2.ปรับแสงหน้าจอคอมฯ ให้รู้สึกสบายตา โดยดูจากสภาพแวดล้อมในห้องด้วยว่า เมื่อส่องมากระทบจะมีแสง
จ้าเกินไปหรือไม่ เพราะแสงที่สว่างมากจะส่งผลเสียต่อตาได้ง่าย อาจทำให้รู้สึกแห้งและแสบตา นอกจากนี้
อาจติดแผ่นกรองรังสี เพื่อลดการกระจายแสง
3.คลายความล้า โดยหยุดพักทุก 30 นาที มองไปไกล ๆ หรือหลับตาประมาณ 5 นาที จากนั้น อาจเปลี่ยน
อิริยาบถยืดเส้นยืดสาย เพื่อลดปวดเมื่อย กล้ามเนื้อเนื่องจากการใช้คอมฯ เป็นเวลานาน
4.หลังทำงานเสร็จ หลับตา แล้วใช้น้ำเย็นชโลมดวงตา หรือหาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ มาปะคบประมาณ 5 นาที
จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี
ลองไปปรับใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดกันดู
เพื่อถนอมดวงตาคู่สวยให้ใสปิ๊ง และทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพให้นานที่สุด.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา
Par At Sa Djan Jai
-
Publié dans : สาระน่ารู้
-
0
-
Recommander
Vendredi 3 juillet 2009
5
03
/07
/2009
10:36
Par At Sa Djan Jai
-
Publié dans : เที่ยวงานวัดไทยในฝรั่งเศษ
-
0
-
Recommander