ประวัติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แนะนำแบบย่อๆ

Publié le par At Sa Djan Jai

                      ประวัติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แนะนำแบบย่อๆ

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช
2098 พระองค์ เป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระมหาธรรมราชา และ พระวิสุทธิกษัตรีราชธิดาในสมเด็จ
พระมหาจักรพรรดิ์  และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  ดังนั้น  พระองค์จึงมีพระชาติ ทั้งราชวงศ์พระร่วงแห่ง 
กรุงสุโขทัย ทางพระราชบิดา และราชวงศ์อยุธยาทางพระราชมารดา ขณะยังทรงพระเยาว์ มีพระนาม
ว่า  \"พระองค์ดำ\"  พระองค์ทรงมีพระพี่นาง พระนามว่า พระสุวรรณเทวี หรือ พระสุพรรณ กัลยา
และพระน้องยาเธอ พระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ  \"พระองค์ขาว\"

ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ไทย (ไม่น่าจะหมายถึงชาติไทย น่าจะหมายความแค่กรุงศรีอยุธยา) ตกเป็น
ของพม่า พระเจ้าบุเรงนองยกเอาขุนพิเรนทรเทพขึ้นครองราชย์ ทรงพระนาม  พระมหาธรรมราชา
ในปี พ.ศ. 2112 ภายใต้กำลังทหารสัก 3-4,000 คน ที่พระเจ้าบุเรงนองทิ้งเอาไว้ พระเจ้าบุเรงนองพำนัก
ในกรุงศรีอยุธยาหลังเสร็จศึกนานถึงราว 3 เดือน ก่อนที่จะยกไปตี (ล้างแค้น) ลาว หรือพระเจ้าไชยเชษฐา
ธิราชที่ยกทัพมาช่วยไทยรบพม่า พระมหาธรรมราชา ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ที่  21 แห่ง
กรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการ  “กลับมา”  ของราชวงศ์พระร่วง หรือราชวงศ์สุโขทัย
(ซึ่งขณะนี้อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจแล้ว และไม่มีกษัตริย์ปกครองแล้ว) หลักฐานหลายทางกล่าว
แทบจะตรงกันว่า พระมหาธรรมราชา ได้ยกธิดาองค์โตนามพระอินทรเทวี  (โดยที่รู้จักกันทั่วไปกลับเรียก
พระสุพรรณกัลยา)  ให้แก่บุเรงนองตั้งแต่ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา คือตั้งแต่ พ.ศ. 2109  ภายหลังบุเรงนอง
ถูกพระเจ้านันทบุเรง  พระโอรสยึดอำนาจขึ้นครองราชย์ พระอินทรเทวี ก็จึงตกเป็นพระสนมของพระเจ้า
นันทบุเรงส่วนในบรรดาเชลยไทย ที่พม่ากวาดต้อนไปประเทศเขา พร้อมทรัพย์สินมีค่าทั้งปวงนั้น
มีตัวประกันสำคัญคือพระนเรศวรในวัย 9 พระชันษา รวมอยู่ด้วย ส่วนพระอนุชา คือพระเอกาทศรถ
วัย 8 ชันษา   พม่าคงให้อยู่กับพระราชบิดา  เพราะเห็นยังเยาว์นัก

พระองค์ได้ประทับอยู่ที่หงสาวดีถึง 6 ปี เมื่อพระชันษาได้ 15 ปี จึงได้เสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา เพื่อช่วย
ราชการพระบิดา รับพระราชภารกิจบ้านเมือง โดยได้เสด็จ ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก
และสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ถวาย \"พระสุพรรณกัลยา\" พระราชธิดาพระองค์ใหญ่เป็นองค์ประกัน
แทนใน พ.ศ. 2118

ขณะทรงพระเยาว์และในระหว่างที่พระองค์ ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดี ก็ได้ทรงศึกษาวิชา ศิลปศาสตร์
และวิชา พิชัยสงคราม ทรงนิยมในวิชา การรบ ทัพจับศึก พระองค์ทรงมีโอกาสศึกษา ทั้งภายใน
ราชสำนักไทย  และราชสำนักพม่า มอญ และได้ทราบ ยุทธวิธี ของชาติต่างๆ ที่มารวมกันอยู่ใน
กรุงหงสาวดี เป็นอย่างดี ทรงนำหลักวิชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อม
ได้เป็นเลิศ ดังเห็นได้จากการสงครามทุกครั้งของพระองค์ ยุทธวิธีที่ทรงใช้ เช่น การใช้คนจำนวน
น้อยเอาชนะคนจำนวนมาก และยุทธวิธี เดินเส้นใน พระองค์ทรงนำมาใช้ก่อนจอมทัพที่เลื่องชื่อในยุโรป
นอกจากนั้น หลักการสงครามที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เช่น การดำรงความมุ่งหมาย
หลักการรุก การออมกำลัง และการรวมกำลัง  การดำเนินกลยุทธ เอกภาพในการ บังคับบัญชา
การระวังป้องกัน การจู่โจม หลักความง่าย ฯลฯ พระองค์ก็ทรงนำมาใช้อย่างเชี่ยวชาญ และประสบผล
สำเร็จอย่างงดงามมาโดยตลอด


มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระองค์ว่าเมื่อยังทรงพระเยาว์
ในขณะที่พระองค์ถูกกักตัวไว้เป็นตัวประกันในพม่าอยู่มาวันหนึ่งพระองค์ ได้เข้าร่วมการแข่งขันตีไก่กับ
พวกเจ้าชายพม่า ปรากฏว่าไก่ของพระองค์ " ชนะการแข่งขัน"  ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ 
กษัตริย์พม่า จนถึงกับตรัสออกมาว่า " โอ้ ! ไก่เชลยนี้ตีเก่งนะ " เจ้าชายนเรศวรรีบตอบทันทีว่า ไก่เชลย
ตัวนี้ไม่ใช่แค่เพียงตีเพื่อการพนันเท่านั้น แต่ยังสามารถตีเอาบ้านเอาเมืองกันยังได้  ซึ่งนี่ก็แสดง
ให้เห็นว่าพระองค์ ทรงตระหนักอยู่เสมอในความเป็นตัวประกัน และประสงค์ที่จะปลดปล่อยให้อยุธยา
เป็นอิสระอยู่เสมอ

โชคดีที่ว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2124 ผู้ที่สืบบัลลังก์แทนพระองค์คือ พระเจ้า
นันทะบุเรงนอง ผู้ซึ่งไม่เข้มแข็งพอจนเมืองขึ้นหลายเมืองก่อการกบฏรวมทั้งเมืองมอญที่ตั้งอยู่บนเนินเขา
ชื่อว่า เมืองคัง เจ้าชายที่งสามพระองค์ผลัดกันเข้าโจมตี ถึงแม้จะได้รับมอบหมาย จากกษัตริย์พม่าให้
เป็นผู้โจมตีองค์สุดท้าย แต่เจ้าชายนเรศวรก็สามารถเข้ายึดเมืองนี้ไว้ได้ ผลปรากฏว่าจากการรบครั้งนั้น
กษัตริย์พม่า เกิดความหวาดกลัวระแวง ในความกล้าหาญและความชาญฉลาดของพระองค์ และเตรียม
แผนการนี้จากพระยามอญทั้งสอง " พระนเรศวรจึงประกาศอิสรภาพ" และเตรียมต้านทานการบุกของ
พม่า อย่างเต็มที่

พระนเรศวรขึ้นครองราชย์ เมื่อพระราชบิดาสวรรคตในปี พ.ศ. 2133 อย่างไรก็ตามในช่วงการ
ปกครอง ของพระเจ้านันทบุเรงนี้กรุงศรีอยุธยาถูกรุกราน5 ครั้งด้วยกันกล่าวคือการเริ่มรุกรานครั้งที่หนึ่ง
และสองภายใต้การนำของพระโอรสของพระองค์ พระนามว่าพระมหาอุปราช ครั้งที่ 3 พระเจ้านันทะบุเรง
ทรงนำทัพมาด้วยพระองค์เอง ส่วนครั้งที่ 4และ 5 นั้นพระมหาอุปราชทรงนำ ทัพ มาอีกเช่นกัน และในการ
รุกรานครั้งที่ 5 นี่เองที่เป็นการรุกรานครั้งสุดท้าย ซึ่งทำให้พระมหาอุปราช ถูกปลงพระชนม์
โดยสมเด็จพระนเรศวร ในสงครามยุทธหัตถี ในปี พ.ศ. 2135 ที่หนองสาหร่ายจังหวัดสุพรรณบุรี
การรบครั้งนี้ทำให้พระองค์ได้รับชื่อเสียง เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรไม่เคยทรงเลิกล้มที่จะเอาชนะพม่า ให้ได้ถ้าหากว่า
พระองค์ทรงมีพระชนมมายุ ยืนยาวกว่านี้พระองค์อาจจะนำเอาดินแดนทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การปกครอง
ของพระองค์ได้ และพม่าก็อาจจะเอาชนะอยุธยาไม่ได้ ในปี 2310 ในขณะที่ทรงนำทัพไปเมืองตองอู
พระองค์ก็ทรง ประชวรอย่าง กะทันหันที่เมืองลำปาง และประชวรหนัก  จนสวรรคต
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2148 พระเจ้าเอกาทศรถ พระอนุชาได้นำพระบรมศพพระเชษฐา
กลับเพื่อประกอบพระราชพิธี และเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจาก พระเชษฐาสืบมา

สำหรับคนไทยแล้ว " สมเด็จพระนเรศวรมหาราช "ทรงเป็นวีรบุรุษที่ทุกคนในชาติให้ความเคารพเหนือ
สิ่งอื่นใด ดังนั้นทุก ๆ ปีในช่วงวันที่ 25 มกราคม ที่จังหวัดสุพรรณบุรีจะมีงาน  อนุสรณ์ดอนเจดีย์
เป็นหลายวัน  เพื่อเป็นการรำลึกถึงชัยชนะของพระองค์ต่อเจ้าชายพม่า



ขอขอบคุณแหล่งที่มา
Pour être informé des derniers articles, inscrivez vous :

Commenter cet article